Melancholia / Lars von Trier / 2011
 
เมื่อฉากสุดท้ายของหนังจบลง ความรู้สึกบางอย่างได้ตรึงผู้เขียนไว้กับเก้าอี้เบาะนุ่มๆไม่ให้ไปไหน ความรู้สึกบางอย่างที่ผู้เขียนเองก็ไม่อาจจะนึกหาคำมาอธิบายได้ แน่นอนว่าหนังมันโชว์วิช่วลได้เจ๋งดีมาก(ปรบมือ) แต่ประเด็นของมันก็หนักข้อใช่เล่น ชื่อของ Lars von trier ก็ตีตราประทับหน้าหนังก่อนดูอยู่แล้วว่า ไม่มีคำว่าประณีประณอม
 
โดยส่วนตัว หนังได้พูดถึงประเด็นทางด้านครอบครัวเสียมากกว่าจะไปให้น้ำหนักของเรื่องโลกแตก โดยดวงดาวที่ชื่อ Melancholia ได้พุ่งโหม่งโลกอันสวยงานที่เรามีชีวิตอยู่ ประเด็นครอบครัวที่ Lars von Trier ได้พูดถึงนั้นคือเรื่องของชีวิตแต่งงาน(ก็มันมีฉากงานแต่งงานนี่เนอะ) ซึ่งตัวหนังได้แสดงการเปรียบเทียบระหว่างสองสาวพี่น้อง ผู้เป็นน้องนั้นได้เข้าพิธีแต่งงาน ส่วนคนพี่มีลูกและสามีเรียบร้อย ส่วนหนังนั้นได้ใช้วิธีเล่าเป็นแบบสองส่วน โดยพาร์ทแรกนั้นเล่าเรื่องของ Justine น้องสาวของ Claire ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (Melancholia จริงๆ) เธอเป็นCopy writer ให้กับบริษัทโฆษณาและกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ Michael ผู้เป็นเจ้าบ่าว
 
อาการล่องๆลอยๆของ Justine นั้นเล่นเอาทุกคนในงานแต่งงานหลายคนถึงกับทำตัวไม่ถูก เช่น เดินไปนั่งฉี่อยู่ที่สนามกอล์ฟ หรือ แม้กระทั่งไปได้กันกับเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งจะถูกดึงเข้ามาทำงานในบริษัทเดียวกับเธอบนพื้นสนามกอล์ฟ ผู้เขียนดูไปก็รู้สึกว่าตัวละคร Justine นี่เบื่อกับชีวิตที่มันเป็นพิธีรีตรอง แต่เธอก็พยายามจะทำตัวเองให้ดูเป็นปกติ เหมือชาวบ้านชาวช่องเขา และเธอก็เป็นคนที่เมื่อถึงจุดสุดท้ายก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว จนงานนั้นกร่อยลงไปเลย เมื่อเริ่มจาก หายเข้าไปงีบหลับ และ แช่อยู่ในอ่างน้ำ สุดท้ายเมื่องานจบลง ผู้คนจากไป ก็เหลือแต่ความโดดเดี่ยว ในส่วนของพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังพยายามจเสนอความไร้สาระของชีวิต ที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆไล่ไปหาสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ตัวละครในพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่ามัน Cliche ไปหน่อยนะ ยิ่งตอนก่อนจะจบพาร์ท ยิ่งชัดเจน
 
 
 
มาเริ่มในส่วนที่สองกัน ในส่วนที่สองนั้นหนังเล่าเรื่องของ Claire ผู้ที่เป็นพี่สาว มีสามี และ ลูกตามฉบับครอบครัวในอุดมคติ ดูเหมือนหนังพยายามจะเปรียบเทียบให้เห็นทั้งสองด้าน คนหนึ่งมีชีวิตตามกฏเกณฑ์สังคมทั่วไปที่เขาพึงจะปฏิบัติกัน กับอีกคนที่ป่วยและดูเหมือนจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะ Justine นั้นแทบไม่มีผู้ใดสนใจเธอจริงๆเลย ไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ และ แฟนหนุ่มที่เข้าพิธีวิวาห์กับเธอแต่ก็ต้องจากไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งก็ได้ที่ทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากพิธีวิวาห์นั้น Claire ก็กลับมาดูแล Justine เธอคอยอาบน้ำ ทำอาหาร พา Justine ไปขี่ม้า และ เป็นภรรยาที่ดีต่อ John สามีของเธอ
 
Claire ผู้ซึ่งมีความกังวลมากเมื่อ ดาว Melancholia นั้นจะพุ่งมาชนโลก เธอถูกย้ำเตือนจากสามีของเธอ (John) ว่ามันไม่มีทางจะชนโลกได้หรอก มันจะแค่ผ่านโลกของเราไป แต่ดูก็รู้ว่า John ไม่มีความมั่นใจเลย แถมยังเห็นแก่ตัว เมื่อชิงกินยาตายทิ้งลูกและเมียอีก เหตุการณ์กินยาตายนี้ผู้เขียนมองว่า เป็นการหนีความจริงของเพศชาย ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำครอบครัวและจะต้องถูกต้องเสมอ แต่เมื่อตัวเองคิดผิดเรื่องดวงดาวที่จะชนโลกแล้ว จึงชิงหนีความจริงด้วยการกินยาฆ่าตัวตายซะ  และดูเหมือนฉากแรกของหนังนั้น มีอยู่ฉากหนึ่งซึ่งเป็นภาพ Super Slow เป็นภาพที่ Justine สวมชุดเจ้าสาว และ มีรากของเชือกหรือสายอะไรสักอย่างมารัดแขนรัดเท้าเธอไว้ มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังในส่วนที่สองนี้ เมื่อ Claire เป็นห่วงทั้งลูกและสามีมาก มันเหมือนมีอะไรคอยดึงรั้งชีวิตของเธอไว้ ยิ่งเมื่อดาวกำลังจะชนโลก ผู้เขียนก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่าง Justine กับ Claire คนไหนป่วยกันแน่
เพราะดูเหมือน Claire ทำใจไม่ได้เลยเมื่อจะต้องจากโลกใบนี้ไปพร้อมๆกับทุกคน แต่ลูกของเธอนั้นกลับสร้างจินตนาการถึงถ้ำวิเศษที่ Justine แนะนำให้ เมื่อถึงเวลาต้องจากโลก ลูกของ Claire กลับนิ่งงันและรู้สึกปลอดภัย ส่วน Justine นั้นเธอดูปลงตั้งแต่ก่อนดวงดาวจะพุ่งชนโลกเสียอีก เมื่อ Claire ยอมรับแน่นอนแล้วว่าโลกต้องแตกสลาย เธอกลับขอให้ Justine มาดื่ม ไวน์ กับเธอ ในมุมมองของ Justine เธอไม่ได้มองสิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่สวยงามที่ควรจะทำในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อถึงตอนนี้ก็ดูเหมือน Claire เริ่มจะไม่ปกติซะแล้ว
 
 
เมื่อถึงตอนจบของหนัง มันก็ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้ยาก เพราะหนังได้เฉลยตอนจบเอาไว้ตั้งแต่เปิดเรื่องอยู่แล้ว ผู้เขียนเคยดูหนังของ Lars von Trier แค่สองเรื่องเท่านั้น และนี่ก็เป็นเรื่องที่สองที่ได้ดู(เรื่องแรก คือ Dogville) ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ดูเรื่องที่ถูกพูดถึงซะเยอะนั่นคือเรื่อง Anti Christ แต่เรื่องนี้ก็ยอมรับครับว่าวิช่วลของหนังนั้นเจ๋งจริง และก็ชอบที่ประเด็นครอบครัว ชีวิตแต่งงาน และความอ่อนแอของมนุษย์ แต่ส่วนที่เล่าเรื่องของ Justine ตอนท้ายๆมันน่าเบื่อจำเจไปนิดครับ สรุป ผู้เขียนคิดว่า Lars von Trier ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายนะ

Comment

Comment:

Tweet


This great blog is very interesting and enjoyable to read. I am a big fan of the subjects discussed.

#6 By seo expert (182.177.165.49) on 2012-02-23 12:07

เท่าที่ดูหนังเขามาผมค่อนข้างชอบนะ แต่ยังไม่ได้ดู Anti-Christ นะครับ เพราะเพื่อนบอกว่าดูแล้ว ก็ไม่อยากจะดูหนังของเขาอีกต่อไป ว่างๆว่าจะไปหามาดูครับ

#5 By airport transportations in San Jose (175.110.69.245) on 2012-02-23 00:32

I also enjoy reading the comments, but notice that a lot of people should stay on topic to try and add value to the original blog post.

#4 By condominiums edgewater (175.110.72.125) on 2012-01-30 20:55

เท่าที่ดูหนังเขามาผมค่อนข้างชอบนะ แต่ยังไม่ได้ดู Anti-Christ นะครับ เพราะเพื่อนบอกว่าดูแล้ว ก็ไม่อยากจะดูหนังของเขาอีกต่อไป ว่างๆว่าจะไปหามาดูครับbig smile

#3 By hovelvideo on 2011-11-03 15:59

สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้คือ ถึงโลกไม่แตกชีวิตก็ยังฉิบหายอยู่ดี 555

ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า Lars von Trier มองโลกในแง่ร้ายแน่ๆครับ 555 แต่ผมรักเค้านะ big smile

#2 By Seam - C on 2011-11-03 08:34

double wink

#1 By ไข่ต้ม on 2011-10-18 00:28