World film fest 9th : Films list

posted on 29 Jan 2012 20:14 by hovelvideos  in Film
 
1. Leaving baghdad   B-
Iraq, UK, United Arab Emirates / 2010 / 85min / Format / Colour
 
เรื่องของชายผู้หนึ่ง ซึ่งเคยทำงานเป็นช่างภาพข้างกายของ ซัดดัม ฮุสเซ็น ถูกตามล่าตัวหลังจากการล่มสลายของยุค ซัดดัม เขาถูกตามล่าจนไม่สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้ เขาจึงดั้นด้นที่จะอพยศตัวเองไปยัง ลอนดอน ซึ่งที่ภรรยาของเขาอาศัยอยู่ และที่สำคัญลูกชายของเขาได้หายตัวไป และเขาก็พยายามเขียนจดหมายหาลูกชายของเขา ซึ่งก็ไม่รู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
 
หนังเล่าเรื่องผ่านภาพฟุตเตจที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมาจากภาพเหตุการณ์จริง กิจกรรมต่างๆของ
ซัดดัม ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวน งานวันเกิด และ ภาพทรมานนักโทษ แต่การเล่าเรื่องนั้นออกแนวไปทางคลุมเครือมากไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงหรือเท็จ หรือ สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่ตายระหว่างพ่อกับลูกและใครกันแน่เป็นคนดำเนินเรื่องอยู่ ตัวละครนำของเรื่องต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเพื่อจะหนีออกจากบ้านเกิด และจุดหมายคือมหานครลอนดอน แต่ก็ออกไปได้ไกลสุดเพียงแค่ บุดาเปส ประเทศโรมาเนีย และจบลงด้วยฉากที่เป็นฟุตเตจชายหนุ่มถูกฟันคอ
 
ปัญหาในการดูหนังเรื่องนี้คือบางครั้งมองซับไม่เห็น ภาพไหนที่สว่างมากมันก็กลืนซับหายไปจนไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวละครพูดถึงอะไรกัน และคุณภาพก็แย่ใช้ได้เลยทีเดียว ผู้เขียนคิดว่าผู้กำกับน่าจะนำเสนอแบบ Mocumentary ภาพจึงดูไม่ประดิษฐ์ประดอย 
 
สิ่งที่ผู้เขียนได้จากหนังเรื่องนี้คือ มันคือเรื่องของกรรม หากคุณทำสิ่งที่เลวร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม สิ่งเหล่านั้นมันจะย้อนกลับมาหาคุณ ไม่ว่าคุณจะหนีไปที่ไหนก็ตาม....
 
 
 
2. Once upon a time in anatolia  A+
Turkey, Bosnia and Herzegovina / 2011 / 150min / 35mm / Colour
 
ขอเขียนอย่างย่อๆ สำหรับหนังเรื่องใหม่ของ Nuri bilge Ceylan พล็อตยังเป็นแนวคล้ายๆกับเรื่องที่แล้ว Three monkey ซึ่งพูดถึงเรื่องฆาตกรรม เรื่องราวส่วนใหญ่ที่เขาเล่าจะเกิดขึ่นในชนบทของเมืองเป็นส่วนใหญ่ การเล่าเรื่องของผู้กำกับคนนี้ทุกๆเรื่องจะมีความละเอียดในทุกๆส่วนเป็นอย่างมาก และเรื่องนี้ก็เล่าอย่างละเอียดอีกเช่นเดิม
 
หนังยาวเกือบๆสามชั่วโมงเรื่องนี้เล่าถึงกลุ่มคนคณะหนึ่งไปตามหาศพที่ถูกฆาตกรรม และถูกฝังไว้ห่างจากตัวเมือง 37 กม. ตัวละครหลัก(ผู้เขียนคิดว่างั้นนะ แม้บทบาทของตัวละครตัวอื่นจะมีความสำคัญเท่าๆกันเกือบจะทั้งหมดก็ตาม) คือหมอผู้ที่ต้องลงมือชันสูตรศพผู้ตาย เริ่มบทสนทนาระหว่างการเดินทางไปหาศพกับฆาตกร กับตำรวจ หรือแม้แต่อัยการ(ตัวละครผู้ที่มีความสำคัญลองจากหมอ โดยความคิดส่วนตัว) 
 
จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับทุกเรื่องที่ผ่านมาคือ เรื่องของบรรยากาศของหนัง ที่ทำได้ดีเกือบทุกเรื่อง หากเรื่องนี้ยังมีอะไรให้ขบคิดอีกมากมายอีกด้วย เรียกได้ว่าผู้กำกับเขียนบันทึกหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนดูเลือกจะจดจำประเด็นไหน หรือห้วงเวลาใดของบันทึกนี้ 
 
หนังยังมีบางฉากที่ทำให้ผู้เขียนนึกถึงความซ้ำซากจำเจของชีวิตคน ความไม่เป็นแก่นสาร ศีลธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่นฉาก ลูกแอปเปิ้ลหลายลูกตกจากต้นไม้กลิ้งลงไปตามธารน้ำ หรือ ฉากที่ฆาตกรนั่งกินข้าวกับตำรวจ หมอ ทหาร อัยการ และ คนในหมู่บ้าน
 
ช่วงสุดท้ายของเรื่องจบลงที่ทั้งคณะนำศพกลับเข้าเมืองและหมอชันสูตรศพผู้ตายในโรงพยาบาล อัยการลงบันทึก ฆาตกรเกือบถูกรุมประชาทัณฑ์ ทุกคนต่างแยกย้าย
 
อย่างที่บอกว่ามีรายละเอียดในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ผู้เขียนก็อาจจะบรรยายหรือเขียนถึงอย่างลงลึกไม่ได้ครบเท่าที่ควร แต่หนังเรื่องนี้คือหนังที่ประทับใจผู้เขียนที่สุดในเทศกาลปีนี้
 
 
 
3. Nostalgia for the light  A
France, Germany, Spain, Chile / 2010 / 90min / HD Cam / Colour
 
หนังสารคดีจากประเทศ ชิลี เล่าถึงนักดาราศาสตร์จากทะเลทราย Atacama ที่ๆเป็นที่ตั้งเพื่อค้นหาความพิศวงของท้องฟ้ายามค่ำคืน และรวมถึงนักโบราณคดีที่ค้นหาหลักศิลาจารึกอีกด้วย และยังพูดถึงการมองกลับไป 1000 กว่าปี ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเข้ามา
 
สำหรับชาวชิลี ทะเลทรายแห่งนี้คือที่ๆกลบฝังร่างญาติพี่น้องอันเป็นที่รัก ซึ่งหลายคนหายสาบสูญไปในช่วงที่นายพล ปิโนเช (Agusto Pinochet dictatorship) ปกครองประเทศอยู่
 
หนังยังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกำเนิดจักรวาลและศาสนา ซึ่งปัจจุบันเป็นประเด็นที่ถูกแยกออกจากกัน และยังมีการตั้งคำถามถึงการกำเนิดของกระดูกมนุษย์เราอีกด้วย
 
 
4. Dance Town  A
South Korea, USA / 2010 / 95min / HD Cam / Colour
 
หนังจบไตรภาค"ความเหงาแบบคนเมือง" ของผู้กำกับ Jeon Kyu-hwan หลังจากก่อนหน้านั้นมีเรื่อง Mozart town และ Animal town 
 
หนังเล่าถึงคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่กำลังวางแผนจะหนีออกจากประเทศ แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นก่อนเมื่อทั้งคู่ถูกจับได้ว่าแอบดูหนังโป๊อยู่ในบ้านตัวเอง!! สามีถูกจับได้ เขาจึงปล่อยให้ภรรยาหนีออกนอกประเทศไปแต่เพียงผู้เดียว
 
ฝ่ายภรรยากลายเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ที่เกาหลีใต้ และเธอก็อยู่อย่างปลอดภัยและเริ่มจะใช้ชีวิตใหม่ได้อย่างลงตัวมากขึ้น แต่แม้ว่าชีวิตใหม่ของเธอจะได้รับความสนใจจากตำรวจหนุ่ม แต่เธอก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ดี สุดท้ายการจากไปของสามีเธอก็ทำให้สภาพจิตใจเธอนั้นแย่กว่าเดิม
 
ซับพล็อตที่เสริมเข้ามาในตัวเรื่องคือ นักเรียนหญิงที่ท้องก่อนวัยอันควร หลงระเริงกับแสงสี แก้ปัญหาง่ายๆด้วยการใช้เงิน แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้เล่าเรื่องออกมาในเชิงน้ำเน่าอย่างละครทั่วไป ซับพล็อตนี้ทำให้หนังดูมีการเปรียบเทียบบางอย่าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่ามันอาจจะคือเรื่องของศีลธรรมหรือไม่ก็เรื่องทุนนิยม / คอมมิวนิส  แต่การเมืองก็ทำให้ชีวิตคนชิบหายมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะระบบใดก็ตาม
 
Short wave Programme 4 , International
 
5. A Happy wish  Taiwan / 2010 / 12min / DVD / Colour  B+
 
6. Three hours  Italy, France / 2010 / 12min / Beta SP / Colour  C+
 
7. I am Happy  Nepal / 2011 / 28min / DVD / Colour  B+
 
8. Do you remember me ? France / 2011 / 8 min / Mini DV / Colour, B&W  C
 
9. Queen Encouter  Hong Kong / 2010 / 31min / DVD / Colour  B+
 
10. Aki Kuarismaki’s Collection 
 
 
 
 
 

 
 
 
ดูหนังน้อยลงทุกปี TT

Happy new year 2012 (Video postcard)

posted on 20 Jan 2012 00:05 by hovelvideos  in Videos
 
Melancholia / Lars von Trier / 2011
 
เมื่อฉากสุดท้ายของหนังจบลง ความรู้สึกบางอย่างได้ตรึงผู้เขียนไว้กับเก้าอี้เบาะนุ่มๆไม่ให้ไปไหน ความรู้สึกบางอย่างที่ผู้เขียนเองก็ไม่อาจจะนึกหาคำมาอธิบายได้ แน่นอนว่าหนังมันโชว์วิช่วลได้เจ๋งดีมาก(ปรบมือ) แต่ประเด็นของมันก็หนักข้อใช่เล่น ชื่อของ Lars von trier ก็ตีตราประทับหน้าหนังก่อนดูอยู่แล้วว่า ไม่มีคำว่าประณีประณอม
 
โดยส่วนตัว หนังได้พูดถึงประเด็นทางด้านครอบครัวเสียมากกว่าจะไปให้น้ำหนักของเรื่องโลกแตก โดยดวงดาวที่ชื่อ Melancholia ได้พุ่งโหม่งโลกอันสวยงานที่เรามีชีวิตอยู่ ประเด็นครอบครัวที่ Lars von Trier ได้พูดถึงนั้นคือเรื่องของชีวิตแต่งงาน(ก็มันมีฉากงานแต่งงานนี่เนอะ) ซึ่งตัวหนังได้แสดงการเปรียบเทียบระหว่างสองสาวพี่น้อง ผู้เป็นน้องนั้นได้เข้าพิธีแต่งงาน ส่วนคนพี่มีลูกและสามีเรียบร้อย ส่วนหนังนั้นได้ใช้วิธีเล่าเป็นแบบสองส่วน โดยพาร์ทแรกนั้นเล่าเรื่องของ Justine น้องสาวของ Claire ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (Melancholia จริงๆ) เธอเป็นCopy writer ให้กับบริษัทโฆษณาและกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ Michael ผู้เป็นเจ้าบ่าว
 
อาการล่องๆลอยๆของ Justine นั้นเล่นเอาทุกคนในงานแต่งงานหลายคนถึงกับทำตัวไม่ถูก เช่น เดินไปนั่งฉี่อยู่ที่สนามกอล์ฟ หรือ แม้กระทั่งไปได้กันกับเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งจะถูกดึงเข้ามาทำงานในบริษัทเดียวกับเธอบนพื้นสนามกอล์ฟ ผู้เขียนดูไปก็รู้สึกว่าตัวละคร Justine นี่เบื่อกับชีวิตที่มันเป็นพิธีรีตรอง แต่เธอก็พยายามจะทำตัวเองให้ดูเป็นปกติ เหมือชาวบ้านชาวช่องเขา และเธอก็เป็นคนที่เมื่อถึงจุดสุดท้ายก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว จนงานนั้นกร่อยลงไปเลย เมื่อเริ่มจาก หายเข้าไปงีบหลับ และ แช่อยู่ในอ่างน้ำ สุดท้ายเมื่องานจบลง ผู้คนจากไป ก็เหลือแต่ความโดดเดี่ยว ในส่วนของพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่าหนังพยายามจเสนอความไร้สาระของชีวิต ที่เริ่มจากสิ่งเล็กๆไล่ไปหาสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ตัวละครในพาร์ทแรกนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่ามัน Cliche ไปหน่อยนะ ยิ่งตอนก่อนจะจบพาร์ท ยิ่งชัดเจน
 
 
 
มาเริ่มในส่วนที่สองกัน ในส่วนที่สองนั้นหนังเล่าเรื่องของ Claire ผู้ที่เป็นพี่สาว มีสามี และ ลูกตามฉบับครอบครัวในอุดมคติ ดูเหมือนหนังพยายามจะเปรียบเทียบให้เห็นทั้งสองด้าน คนหนึ่งมีชีวิตตามกฏเกณฑ์สังคมทั่วไปที่เขาพึงจะปฏิบัติกัน กับอีกคนที่ป่วยและดูเหมือนจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะ Justine นั้นแทบไม่มีผู้ใดสนใจเธอจริงๆเลย ไล่ตั้งแต่พ่อ แม่ และ แฟนหนุ่มที่เข้าพิธีวิวาห์กับเธอแต่ก็ต้องจากไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งก็ได้ที่ทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากพิธีวิวาห์นั้น Claire ก็กลับมาดูแล Justine เธอคอยอาบน้ำ ทำอาหาร พา Justine ไปขี่ม้า และ เป็นภรรยาที่ดีต่อ John สามีของเธอ
 
Claire ผู้ซึ่งมีความกังวลมากเมื่อ ดาว Melancholia นั้นจะพุ่งมาชนโลก เธอถูกย้ำเตือนจากสามีของเธอ (John) ว่ามันไม่มีทางจะชนโลกได้หรอก มันจะแค่ผ่านโลกของเราไป แต่ดูก็รู้ว่า John ไม่มีความมั่นใจเลย แถมยังเห็นแก่ตัว เมื่อชิงกินยาตายทิ้งลูกและเมียอีก เหตุการณ์กินยาตายนี้ผู้เขียนมองว่า เป็นการหนีความจริงของเพศชาย ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำครอบครัวและจะต้องถูกต้องเสมอ แต่เมื่อตัวเองคิดผิดเรื่องดวงดาวที่จะชนโลกแล้ว จึงชิงหนีความจริงด้วยการกินยาฆ่าตัวตายซะ  และดูเหมือนฉากแรกของหนังนั้น มีอยู่ฉากหนึ่งซึ่งเป็นภาพ Super Slow เป็นภาพที่ Justine สวมชุดเจ้าสาว และ มีรากของเชือกหรือสายอะไรสักอย่างมารัดแขนรัดเท้าเธอไว้ มันทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังในส่วนที่สองนี้ เมื่อ Claire เป็นห่วงทั้งลูกและสามีมาก มันเหมือนมีอะไรคอยดึงรั้งชีวิตของเธอไว้ ยิ่งเมื่อดาวกำลังจะชนโลก ผู้เขียนก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่าง Justine กับ Claire คนไหนป่วยกันแน่
เพราะดูเหมือน Claire ทำใจไม่ได้เลยเมื่อจะต้องจากโลกใบนี้ไปพร้อมๆกับทุกคน แต่ลูกของเธอนั้นกลับสร้างจินตนาการถึงถ้ำวิเศษที่ Justine แนะนำให้ เมื่อถึงเวลาต้องจากโลก ลูกของ Claire กลับนิ่งงันและรู้สึกปลอดภัย ส่วน Justine นั้นเธอดูปลงตั้งแต่ก่อนดวงดาวจะพุ่งชนโลกเสียอีก เมื่อ Claire ยอมรับแน่นอนแล้วว่าโลกต้องแตกสลาย เธอกลับขอให้ Justine มาดื่ม ไวน์ กับเธอ ในมุมมองของ Justine เธอไม่ได้มองสิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่สวยงามที่ควรจะทำในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อถึงตอนนี้ก็ดูเหมือน Claire เริ่มจะไม่ปกติซะแล้ว
 
 
เมื่อถึงตอนจบของหนัง มันก็ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้ยาก เพราะหนังได้เฉลยตอนจบเอาไว้ตั้งแต่เปิดเรื่องอยู่แล้ว ผู้เขียนเคยดูหนังของ Lars von Trier แค่สองเรื่องเท่านั้น และนี่ก็เป็นเรื่องที่สองที่ได้ดู(เรื่องแรก คือ Dogville) ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ดูเรื่องที่ถูกพูดถึงซะเยอะนั่นคือเรื่อง Anti Christ แต่เรื่องนี้ก็ยอมรับครับว่าวิช่วลของหนังนั้นเจ๋งจริง และก็ชอบที่ประเด็นครอบครัว ชีวิตแต่งงาน และความอ่อนแอของมนุษย์ แต่ส่วนที่เล่าเรื่องของ Justine ตอนท้ายๆมันน่าเบื่อจำเจไปนิดครับ สรุป ผู้เขียนคิดว่า Lars von Trier ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายนะ